เมื่อศัตรูเก่ากลายเป็นแนวร่วมใหม่ ปัญหาอาจไม่ใช่ตัวคน
เมื่อศัตรูเก่ากลายเป็นแนวร่วมใหม่ ปัญหาอาจไม่ใช่ตัวคน
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฐานเสียงของพรรคก้าวหน้าเดิม คือการที่พรรคประชาชนตัดสินใจดึงอดีตแนวร่วมสนับสนุนการรัฐประหารเข้ามาเป็นที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. และเพื่ออธิบายความชอบธรรมเชิงยุทธศาสตร์นี้ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้หยิบยกทฤษฎี “ยุทธวิธีแนวร่วม” ของเหมา เจ๋อตุง และลีออน ทรอตสกี้ มาเป็นกรอบคำอธิบาย
.
สำหรับโหวตเตอร์จำนวนมาก ปรากฏการณ์นี้สร้างความสับสนและถูกมองว่าเป็นการทรยศอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม หากเราพยายามทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ในฐานะปรากฏการณ์เชิงโครงสร้าง เราจะพบว่ามันมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลซ่อนอยู่
.
ในทางรัฐศาสตร์ เราอาจอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ไม่ยากนักหากมองผ่านกติกาของระบบเลือกตั้ง เมื่อเป้าหมายคือชัยชนะ พรรคการเมืองย่อมมีแรงจูงใจที่จะขยายฐานเสียงออกจากกลุ่มอุดมการณ์ตั้งต้นของตน ไปสู่การสร้างแนวร่วมเพื่อดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มอื่นๆ เช่นเดียวกัน หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง นักการเมืองก็คือกลุ่มคนที่ตอบสนองต่อแรงจูงใจและผลประโยชน์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเข้าสู่อำนาจ การจับมือข้ามขั้วจึงเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่คุ้มค่า หากมันนำมาซึ่งโอกาสในการชนะที่สูงขึ้น
.
ปรากฏการณ์ความผิดหวังของมวลชนจึงก่อตัวจากช่องว่างตรงนี้เอง ในขณะที่โหวตเตอร์มอบคะแนนเสียงให้โดยคาดหวังให้พรรคการเมืองรักษาจุดยืนอย่างเคร่งครัด แต่พรรคการเมืองที่เป็นคนลงสนาม กลับต้องมองเรื่องการหาทางชนะและการเข้าสู่อำนาจควบคู่ไปด้วยเสมอ เมื่อเป้าหมายลึกๆ เริ่มไม่ตรงกัน บ่อยครั้งพรรคการเมืองจึงต้องตัดสินใจพลิกแพลงยุทธวิธีจนสวนทางกับความคาดหวังเดิม ความรู้สึกถูกหักหลังจึงอาจไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางศีลธรรมของใคร แต่เป็นธรรมชาติของการเมืองแบบตัวแทน ที่ความต้องการของคนเชียร์กับสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนเล่น มักจะเดินไปไม่พร้อมกันเสมอ
.
เหมือนแฟนบอลบนอัฒจันทร์ที่อยากเห็นทีมเล่นเกมบุกสวยงามตามอุดมการณ์ที่เชื่อถือ แต่ผู้จัดการทีมที่ยืนอยู่ข้างสนามต้องคำนึงถึงคะแนนบนตารางเพื่อหนีตกชั้น บางครั้งแทคติกที่ทำให้แฟนบอลผิดหวังและขัดใจที่สุด อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ทีมมีโอกาสรอดในฤดูกาลจริง
.
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายเหล่านี้ยังมีจุดร่วมสำคัญคือการอธิบาย “พฤติกรรมของผู้เล่น” ภายในระบบ ขณะที่กรอบคิดแบบอิสรนิยมพยายามถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อถามคำถามอีกระดับหนึ่งว่า ตัวระบบและ “อำนาจรัฐ” ที่ผู้เล่นเหล่านี้กำลังแข่งขันแย่งชิงกันนั้น มีคุณลักษณะพิเศษอย่างไร
.
นักคิดสายอิสรนิยมไม่ได้มองว่าความขัดแย้งทางการเมืองคือการต่อสู้ระหว่างคนดีกับคนเลว แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเข้าควบคุมเครื่องจักรที่ทรงพลังที่สุดในสังคม นั่นคือรัฐ อำนาจรัฐมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากองค์กรอื่นตรงที่ มันคือสถาบันเดียวที่มีความชอบธรรมในการบังคับใช้อำนาจและการกำหนดจัดสรรทรัพยากรผ่านกฎหมาย
.
เมื่อมองการเมืองผ่านมุมมองแบบนี้ สเปกตรัมทางการเมืองที่แบ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็จะเริ่มพร่าเลือน แม้ฝ่ายหนึ่งจะต้องการใช้อำนาจรัฐเพื่อจัดสวัสดิการและสร้างความเท่าเทียม และอีกฝ่ายต้องการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาความมั่นคงหรือระเบียบประเพณี แต่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันโดยพื้นฐานคือ ความเชื่อที่ว่ารัฐคือเครื่องมือที่จำเป็นในการจัดระเบียบสังคม
.
การผสานกำลังระหว่างกลุ่มที่ชูธงการปฏิรูป กับกลุ่มอำนาจเดิม จึงเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในวิธีการเดียวกัน นั่นคือการกุมกลไกรัฐให้ได้ นโยบายและการจัดวางอำนาจทางการเมืองจำนวนมาก มักเกิดขึ้นได้เมื่อกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันสุดขั้วได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการขยายอำนาจของรัฐ
.
ทว่า เมื่อเรานำกรอบการวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจนี้ ไปทาบทับกับสิ่งที่เรียกว่า “ยุทธวิธีแนวร่วม” แบบเหมาหรือทรอตสกี้ เราจะเห็นรอยแยกที่อันตรายซ่อนอยู่ การยอมรับตรรกะที่ว่าสามารถใช้ปัจเจกบุคคลเป็นเพียง “เบี้ย” บนกระดานเพื่อรวมศูนย์สรรพกำลังไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสร้างสถาบันและกลไกอำนาจรัฐที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดขึ้นมาเพื่อควบคุมเบี้ยเหล่านั้น
.
โครงสร้างอำนาจที่ปราศจากข้อจำกัดมีความอันตรายในตัวมันเอง
.
กรณีของลีออน ทรอตสกี้ ที่สุดท้ายถูกระบบอำนาจเบ็ดเสร็จที่ตนเองร่วมสร้างขึ้นกวาดล้างในภายหลัง เป็นหนึ่งในตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อเราสร้างเครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อกลืนกินสิทธิของปัจเจกชน ย่อมไม่มีใครปลอดภัยจากเครื่องจักรนั้น แม้แต่ตัวผู้สร้างมันขึ้นมาก็ตาม
อำนาจไม่เคยเลือกข้าง มันทำงานตามกลไกของมันเสมอ เหมือนกระแสไฟฟ้าที่ไม่ได้สนใจว่าคนที่สัมผัสสายไฟจะเป็นคนดีหรือคนเลว หากแรงดันไฟฟ้าสูงพอ ผลลัพธ์ย่อมอันตรายถึงชีวิต อำนาจรัฐก็เช่นกัน มันไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของตัวมันเอง เพียงเพราะผู้ถือครองบังเอิญมีเจตนาดี มากไปกว่าความอันตรายของการรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาสำคัญอีกระดับหนึ่งของเครื่องจักรนี้คือข้อจำกัดตามธรรมชาติ มีใครหรือระบบใดสามารถรวบรวมข้อมูล ความต้องการ และเงื่อนไขชีวิตที่กระจัดกระจายของคนนับล้านได้ครบถ้วนจริงๆ หรือ
.
ลองมองดูแค่ในครอบครัวเดียวกัน คนหนึ่งอยากเก็บเงินออมไว้ซื้อบ้าน อีกคนอยากนำเงินไปลงทุน ขณะที่อีกคนอยากลาออกไปเรียนต่อ การหาทางออกที่ดีที่สุดให้คนเพียงไม่กี่คนยังเป็นเรื่องยาก แล้วการตัดสินใจแทนคนหลายสิบล้านคนจากจุดศูนย์กลาง จะทำให้ง่ายได้อย่างไร
.
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถถูกรวบรวมได้หมดตั้งแต่แรก การถกเถียงเรื่องรัฐจึงควรขยายขอบเขตจากการถามว่า “ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจ” ไปสู่การตั้งคำถามว่า การตัดสินใจแทนคนทั้งสังคมนั้นเป็นไปได้จริงมากแค่ไหน
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ความขัดแย้งทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ได้จบลงด้วยการเปลี่ยนตัวผู้ถืออำนาจ เพราะคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอำนาจเองถูกออกแบบมาให้ทำอะไรได้บ้างตั้งแต่แรก เมื่อเข้าใจถึงพลวัตของโครงสร้างอำนาจเช่นนี้แล้ว การตื่นรู้ทางการเมืองจึงไม่ใช่แค่การรู้ทันว่าใครกำลังจับมือกับใคร แต่คือการมองทะลุเกมการต่อสู้ของผู้เล่น ไปสู่การตั้งคำถามกับตัวระบบ
.
ตราบใดที่เรายังคงทุ่มเทเวลาและแรงกายไปกับการถกเถียงว่าใครควรจะได้เป็นคนเข้าไปนั่งควบคุมกลไกอำนาจรัฐ เราก็จะยังคงวนเวียนอยู่กับผลลัพธ์เดิม เพียงเปลี่ยนผู้ถือครองอำนาจเท่านั้น
.
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าใครควรได้อำนาจรัฐ แต่คืออำนาจรัฐควรมีขอบเขตมากเพียงใด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว หากเราไม่ตั้งคำถามกับตัวโครงสร้าง ระบบก็จะยังคงสร้างแรงจูงใจแบบเดิม และผลิตผลลัพธ์แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าใครจะสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นแนวร่วมก็ตาม
Write a comment