Jakk (Nick) Fury กับเหล่า Avengers Right Shift

Poof of Work และส่วนหนึ่งของการฝ่าฝันในเบื้องหลังของทีม Right Shift กับบทบาท Nick Fury ในแบบของ Jakk Goodday
Jakk (Nick) Fury กับเหล่า Avengers Right Shift

“เราจะมีช่องยูทูปในอีก 6 เดือนข้างหน้าให้ได้…”

ประโยคที่ทำให้ผมสตั๊นไปชั่วขณะ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 ณ บ๊อบ เสปซ สถานที่แห่งแรกที่ชาวไรท์ ชิฟท์ รุ่นบุกเบิกได้มาพบเจอกันตัวเป็น ๆ

สองสามีภรรยาคู่นั้นค่อนข้างเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ในขณะที่ผมมองไปรอบ ๆ โต๊ะ..

วันนั้นอาร์มยังพูดติดอ่างอยู่.. น้องนิ่มยังค้นหาความกล้าไม่เจอ.. หมอนิวมีความตั้งใจแต่ไร้หนทาง หลาม (มิวนิค) ยังลำบากกับการแค่พูดตอบออกมาว่า “ครับ” ในขณะที่อิสรยังเป็นเพียงเด็กมีของที่ผมก็ยังไม่รู้ว่าเขามีอะไร ขิงดูมีแววมากที่สุดแต่ยังไม่เคยมีครั้งแรก ส่วนจิงโจ้ขอทำบทความอย่างเดียวก่อน ฯลฯ

เราไม่มีใครสักคนที่มีประสบการณ์ทำเรื่องแบบนี้กันมาก่อนเลย..

ผู้ชายเสียงนุ่มหันมามองตาผมแบบว่า… ผมมองตาเขา.. โอเค ๆ เอาก็เอา.. ผมพยักหน้าให้ พลางคิดหนักอยู่ในใจ

วันนั้น ไรท์ ชิฟท์ ยังเป็นแค่ชื่ออะไรสักอย่างที่ อ.ตั๊ม พึ่งประกาศออกไปสู่สาธารณะ ชื่อของเราถูกนำเสนอออกสู่ตลาดที่เต็มไปด้วยบิตคอยเนอร์ระดับพระกาฬ เต็มไปด้วยผู้รู้และมากประสบการณ์ และอินฟลูเอนเซอร์อีกมากหน้าหลายตาในระบบนิเวศน์นี้ ที่ชื่อชั้นช่างต่างจากเราเสียเหลือเกิน

เราจะกลายเป็นช่องบิตคอยน์เบอร์ต้น ๆ ของประเทศได้อย่างไร?

แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเคยมี และจากนี้ไป.. ก็ไม่มีใครสามารถมีแบบที่ผมมีได้ คือ การเป็นคนแรกที่ได้ทำมัน

เสียงที่บอกผมในหัว มันสั่งให้ผมมองข้ามความยุ่งยากในการเริ่มต้นไปให้หมดสิ้น มันสั่งให้ผมย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้น..

ถ้าวันนี้มีมือใหม่เดินเข้ามาในตลาด คนหน้าใหม่ที่สนใจอยากศึกษาบิตคอยน์ พวกเรามีแหล่งความรู้ที่เหมาะกับพวกเค้าแล้วหรือยัง?

วันนี้เรามีคนทำสื่อบิตคอยน์จริงจังมาก ๆ กันสักกี่คนนอกจาก อ.ตั๊ม?

น้อง ๆ คงรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังจะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ สำหรับบางคนนี่อาจเป็นเหมือนฝัน พวกเค้ายังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าต้องเจอกับอะไรบ้าง.. ผมขบคิดเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร

สำหรับผมมันไม่ใช่แค่เริ่ม.. แต่ผมต้องคิดไปถึงความยั่งยืน การพัฒนาส่วนบุคคล ภาวะอารมณ์ การต่อยอด และคุณค่าที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้รับ และอีกหลายเรื่องที่บางคนอาจยังจินตนาการไปไม่ถึง

มันไม่ใช่แค่เพียงจะเริ่มต้นกันอย่างไร หรือจะโปรดักชั่นไปในทิศทางไหน.. สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นมันเป็นเรื่องอื่น เรื่องที่สำคัญกว่าแค่รายละเอียดปลีกย่อยที่คนอื่นมองเห็น

การเริ่มต้นนั้นมันไม่เคยง่าย

แม้เราจะวางเป้าหมายกันไว้ที่ 6 เดือน เพื่อหาวิธีให้เราพร้อมจะทำช่องยูทูปบิตคอยน์ขึ้นมาใหม่..

กรอบเวลามันดูหลวมไปหน่อยสำหรับผม เราแค่ยืดมันออกไปเพื่อไม่ให้คนในทีมรู้สึกกดดันกันมากเกินไปเท่านั้นเอง เราต้องการเวลามากพอให้พวกเขาได้ฟูมฟักตัวเอง

เราไม่เคยมีการระบุว่าใครต้องทำหรือควรทำอะไร เราเปิดโอกาสให้พวกเค้าได้นำเอาโจทย์ไปครุ่นคิด และลองออกแบบสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ

สำคัญที่สุดคือต้องแน่ใจว่าตัวเองจะสนุกและมีความสุขไปกับมัน

ผมเองไม่ใช่ยูทูปเบอร์ ไม่ใช่คนดัง ไม่ได้เคยทำงานเบื้องหลังจริงจังกับเรื่องนี้ ผมก็แค่คนที่เคยศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ มาบ้าง ผมดูมาเยอะ เห็นมาเยอะ วิเคราะห์ขอดเกร็ดทุกอย่างที่เคยเห็น ผมพอแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม

ผมอยู่ในจุดที่สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาได้ พวกเขาจะยังไม่มีความมั่นใจในช่วงแรก แน่นอนว่ามันต้องเป็นแบบนั้น..

ลองมาดูโจทย์ของพวกเรากันหน่อย

พวกเราอยู่กันคนละที่.. ดังนั้นลืมเรื่องกองถ่ายหรือการใช้สตูดิโอไปได้เลย พวกเราเป็นคนธรรมดาที่ชื่นชอบบิตคอยน์และ อ.ตั๊ม ..สิ่งนี้ไม่ได้ให้องค์ความรู้อะไรในการทำวิดีโอกับพวกเราทั้งสิ้น

พวกเราไม่เคยต้องแสดงออกหน้ากล้องกันมาก่อน.. ใช่.. นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตสำหรับพวกเขา.. พวกเราไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์แบบที่มืออาชีพเค้ามีกัน.. อะไรใกล้มือหรือพอจะซื้อหาได้ก็ต้องเอามาใช้ไปพลางๆ ก่อน

พวกเราไม่มีคนตัดต่อวิดีโอมืออาชีพ.. หวยจึงมาตกที่ผม.. ใช่.. ผมตัดต่อเองทั้งหมดในช่วงแรก จนกระทั่งเราได้ประธานซุปเข้ามาในภายหลัง

เราต่างก็รู้กันดีว่า.. ทุนบริษัทมันคนละกระเป๋ากันกับเงินของเจ้าของ มันไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าของจะเป็นคนรวยหรือยากไร้ เราไม่ได้จดทะเบียนกันด้วยเงินที่สูงมากขนาดนั้น

ดังนั้น หากจะบอกว่าพวกเราเริ่มต้นกันแบบเสื่อผืนหมอนใบก็คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก ..เราต้องหาทางเริ่มกันเองให้ได้ ด้วยทรัพยากรเท่าที่เรามี

น้อง ๆ ในทีมนั้นเคารพและฟังคำแนะนำของผมเสมอ แม้ผมจะไม่ใช่ Mr. Beach ไม่เคยเป็นยูทูปเบอร์หรือคนดังจากที่ไหนมาก่อนก็ตาม แต่พวกเขาต่างก็รู้และเชื่อมั่นว่า ผมจะพาพวกเขาไปถึงเส้นชัยได้สักวัน

มีสิ่งหนึ่งที่ผมบอกกับพวกเขาอยู่เสมอ บอกตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ ย้ำไม่ต่ำกว่าสามร้อยรอบ

“อย่าทำแบบคนอื่น.. จงเป็นตัวของตัวเอง นี่คือกฏเพียงข้อเดียวของพี่”

เพราะอะไรน่ะหรือ..?

เพราะผมรู้ดีว่า.. คนจะไม่จำเงาเสียง ไม่จำ The next… ไม่จดจำคนที่ทำได้แบบคนอื่น ๆ ต่อให้เขาจะทำได้ดีกว่าต้นฉบับมากแค่ไหนก็ตาม

มันก็แค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้นเอง

คนที่ถูกจดจำ นอกจากจะสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้แล้ว นอกจากจะสร้างผลงานที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องมีความเป็น “Original” ในแบบของตัวเองให้ได้อีกด้วย

พวกเราจำได้ไหมล่ะครับ ว่าเงาเสียงของนักร้องดัง ๆ แต่ละคนมีชื่อว่าอะไรบ้าง?

การค้นหาตัวเอง กลับไปสู่ความเป็นตัวเองให้ได้นับว่าเป็นเรื่องที่ยากแล้ว.. การฝึกให้เคยชินกับการนั่งพูดหน้ากล้องนั้นยากยิ่งกว่า..

มันดูเหมือนง่าย.. ไม่เห็นมีอะไรเป็นพิเศษ ก็จนกระทั่งคุณมีโอกาสได้ลองทำมันเป็นครั้งแรกแล้วนั่นแหละ คุณจะเปลี่ยนความคิดไปโดยปริยาย

ด้วยความสัตย์จริง..

แม้ผมไม่เคยต้องสอนใครในเรื่องแบบนี้มาก่อน ผมอาจไม่ใช่เชฟกระทะเหล็ก แต่ผมก็รู้ว่าเสต๊กรสชาติดีมันเป็นยังไง ดังนั้นผมรู้ว่าผมอยากจะทานเสต๊กแบบไหน..

แต่… ผมก็เข้าใจว่าน้องๆ ของผมก็คงไม่ได้มีใครเรียนเชฟมาก่อนเหมือนกัน แล้วจะทำยังไงล่ะ.. ทำยังไงพวกเขาถึงจะทำเสต๊กรสเด็ดออกมาให้เราเชยชิมได้?

ผมรู้จักตลาดนี้ดี ผมรู้ว่าผู้คนอยากกินอะไร แต่ผมจะยังไม่บอกน้อง ๆ ในตอนนี้..

คุณก็แค่ต้องปล่อยให้พวกเค้าได้ลองฝึกทำมันด้วยตัวเอง ซึ่งรสชาติจานแรกก็คงต้องแดกยากก่อนค่อนข้างแน่ ในตอนที่ทุกคนยังจับทางอะไรไม่ได้ ก่อนจะไต่ระดับไปสู่ระดับเชฟ 5 ดาวได้ในอนาคต แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต

ในช่วงแรกผมจึงได้รับฟีดแบ้กจากเหล่ากูรูทั้งหลายทั้งของจริงและเซียนคีย์บอร์ดกันแบบพังยับเลยทีเดียว แต่ผมไม่ปล่อยให้เสียงเหล่านี้ดังไปถึงหูน้องๆ ผมมีหน้าที่ต้องปกป้องและคอยมอบความรักความเชื่อมั่นให้กับพวกเขา

พวกเขาควรได้อยู่ในที่ๆ ปลอดภัย เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ และมีสมาธิกับการมุ่งมั่นฝึกฝนทำตามความฝันของตัวเองกันต่อไป.. คนเดียวที่จะกล่าวตำหนิหรือให้ฟีดแบ้กอะไรแก่พวกเขาได้ ก็คือผมและคนในทีมของเราเอง (ที่กรองฟีดแบ็กจากภายนอกมาแล้วชั้นหนึ่ง)

ผมเชื่อใน Proof of Work ผมเน้นย้ำกับพวกเขาอยู่เสมอ ว่าการเริ่มต้นที่ไม่ดีคือเรื่องที่มันจำเป็นต้องเกิดขึ้น

ก็เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เราเข้าใจว่าเรายังขาดตกบกพร่องอะไร เพื่อให้เรามองเห็นโอกาสในการเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

และเมื่อมันจำเป็น ก็อย่าได้ไปนอยด์อะไรกับมันให้มากนัก กลับไปทุ่มเทพัฒนาตัวเองให้ได้นู่นไป

ผมได้แต่ออกรับหน้าและรับคำติชมจากภายนอกรอบสารทิศแต่เพียงผู้เดียว (เพราะผมแทบจะเป็นคนเดียวที่ทำหน้าที่แอดมินของทุกแพลตฟอร์มในช่วงแรก) ผมยิ้มรับทุกคำติชมอย่างอดทน

เราเคยถูกตำหนิระดับที่ว่า.. มึงทำอะไรกันปัญญาอ่อนจังวะ? ก็เคยมาแล้ว..

ผมไม่เคยตำหนิน้องๆ แบบตรงๆ เพราะผมรู้ว่านั่นจะไม่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาอะไรได้

แม้บางคนจะหัวรั้น มีแนวคิดและความเชื่อในแบบของตัวเอง ผมก็เข้าใจได้ว่านั่นมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ผมเลือกจะให้พวกเขาได้ทำตามแบบที่ตัวเองตั้งใจ และเรียนรู้มันเองจากผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา..

ในช่วงเวลานั้นผมต้องสู้กับเสียงรอบด้านและจิตใจของตัวเองอย่างหนัก..

  • ตั้มแน่ใจแล้วเหรอว่าจะปล่อยให้น้องทำแบบนี้ต่อไป ทั้งๆ ที่ตั้มก็รู้ว่าแบบนี้มันยังไม่ใช่?

  • ตั้มจะเสี่ยงเอาชื่อ Right Shift มาทำแบบนี้จริงๆ เหรอ?

  • ทำไมตั้มไม่บอกกับน้องไปตรง ๆ ว่าควรทำยังไง.. มันไม่ง่ายกว่าเหรอ?

  • ตั้มจะไม่เบรคน้องสักหน่อยเลยเหรอ ผลที่ตามมามันอาจไม่คุ้มค่านะตั้ม?

  • ไหนว่าตั้มฉลาดไง.. ทำไมเรื่องแค่นี้ตั้มถึงคิดไม่ได้ล่ะ?

สารพัดคำถามเชิงลบที่มีเข้ามาไม่เว้นแต่ละวันในช่วงแรก ๆ ผมคงไม่บอกว่ามันมาจากใครบ้าง มันจะไม่มีใครได้รู้หรอก นอกจากตัวผมเอง..

ผมโชคดีที่หุ้นส่วนของผมนั้นเป็นคุณครูของแท้ทั้งสองท่าน ทั้งคู่ต่างเข้าใจว่าผมกำลังทำอะไร ทั้งคู่รู้ดีว่าการฟูมฟักคนให้เติบโตนั้นต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

แม้สมนึกจอมจุ้นจะคอยถามผมไม่เว้นแต่ละวันเลยก็ตาม.. สมนึกก็แค่เป็นห่วง กลัวผมจะเครียดจนเกินไป

ทุกๆ คำถาม มันมีคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้วสำหรับผม ผมโตมามีวันนี้ เป็นคน ๆ นี้ได้ ก็เพราะผมมีโอกาสได้ลองทำผิดทำถูกมาหลายอย่างด้วยตัวผมเอง บทเรียนที่ได้รับ องค์ความรู้ การตระหนักรู้ด้วยตัวเองนั้น สำหรับผมมัน “โคตรยั่งยืน”

ผมกำลังเดิมพันอนาคตของพวกเรากับสิ่งนี้.. มันคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืน”

  • หาก Right Shift จะต้องเสี่ยง ช่วงเวลาที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเรานี่แหละ เหมาะสมที่สุดที่เราจะเสี่ยง

  • หากผมต้องบอกทุกอย่างที่ควรทำ จาก 0 ไปถึง 10 น้องๆ ของผมจะได้เรียนรู้กันจากอะไรล่ะ? พวกเขาจะกลายเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ต้องพึ่งพาและคอยรับคำสั่งจากผมไปตลอด

  • การเบรคคนที่กำลังมั่นใจสุดขีด มันไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเข้าไปขวางรถไฟความเร็วสูง.. ไม่ต่างอะไรกับการไปบอกชิตคอยเนอร์ว่าเหรียญที่เค้ากำลังไฮป์มันคือแสกม

  • ผมไม่ได้เป็นคนฉลาด.. ผมแค่รู้ว่าความฉลาดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญญา การรู้แจ้งมีเหตุปัจจัยมาจากอะไร และผมก็แค่กำลังรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับน้อง ๆ เท่านั้นเอง

แต่ผมอาจโหดไปหน่อย ที่กล้าให้ลูกลองเล่นมีดคม ๆ และปล่อยให้ลูกโดนมีดบาดมือดูสักที..

ผิดพลาดในตอนที่ยังไม่รู้ ก็ดีกว่าต้องตกลงมาจากที่สูง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิด.. จำเป็นที่สุด.. สำหรับผมแล้วมันถูกต้องที่สุดที่ต้องเป็นแบบนี้

ในฐานะผู้นำ.. ผมเองก็กำลังพิสูจน์คำแนะนำของตัวเองโดยอาศัยเวลาและผลของการกระทำเป็นเครื่องมือเช่นเดียวกัน..

ก็แค่มารอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง..

มอบคุณค่าให้กับผู้อื่น ไม่ใช่ตัวเราเอง

ผ่านเวลามาเรื่อย ๆ พวกเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นด้วยประสบการณ์ที่พึงมี มีช่วงหนึ่งที่เราเคยได้รับคำแนะนำดีๆ จากผู้ที่เก่งกาจและเต็มไปด้วยประสบการณ์คร่ำหวอดอย่าง อ. พิริยะ ซึ่งมักจะหาเวลา (ที่มีอยู่น้อยนิด) มาให้คอมเม้นท์ดี ๆ กับน้อง ๆ อยู่เสมอ

บางคนก็ต้องผ่านการให้คำแนะนำ การกระตุ้นและให้กำลังใจ การสร้างแรงบันดาลใจจากตัวผมมากกว่าสิบครั้ง หลาย ๆ ครั้งผมต้องพูดนานเป็นชั่วโมง ๆ ฉายา “Jakk 8 Hour” ก็ได้มาเพราะแบบนี้

บางครั้งมันก็เป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงาน พวกเขาเห็นผมเป็นเหมือนพี่ใหญ่ เป็น Last resort ที่จะคอยให้คำแนะนำดี ๆ กับพวกเขาได้เสมอ ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรไปกว่าพวกเขา ผมแค่มีประสบการณ์มากกว่าเท่านั้นเอง

คอนเทนต์ของเราเริ่ม Mature และมีวิวัฒนาการแปลกตาออกไปเรื่อย ๆ น้อง ๆ เริ่มแสดงบทบาทได้เป็นตัวเองกันมากขึ้น ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือแบบที่ตรงใจกับผมแล้วหรือยัง?

มันไม่ใช่หน้าที่ของผมต้องมานั่งตอบคำถามอะไรแบบนี้.. “ตลาด” ต่างหากที่จะให้คำตอบนั้นกับเรา

และนี่คือสิ่งที่ผมเองก็รอด้วยเช่นกัน.. รอว่าเมื่อไหร่น้อง ๆ จะเริ่มเข้าใจความหมายของมัน..

มันไม่แปลกหรอก.. ที่เมื่อเราพึ่งได้รับองค์ความรู้อะไรใหม่ ๆ มาหมาด ๆ เรามักจะมีไอเดียต่อยอดแสนบรรเจิด เรามักร้อนวิชาและคิดคอนเท้นท์อะไรได้ในแบบที่ตัวเราเองก็อดรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันด้วยไม่ได้

แต่นั่นมักจะกลายมาเป็นหลุมพลางของบรรดาครีเอเตอร์.. พวกเขามักจะคิดว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมันโคตรดี เพราะคิดทีไรก็อดไฮป์ไปกับมันไม่ได้

มันก็แหง๋ล่ะ ในเมื่อคุณกำลังมองมันด้วยเลนส์ของตัวเอง มันจะเป็นไปได้ยังไงที่คุณจะไม่ชอบมัน.. มันดีสำหรับคุณ คุณจึงอยากส่งต่อและคิดจะแบ่งปัน..

แต่คุณถามคนอื่น ๆ แล้วหรือยังว่าเขาชอบแบบที่คุณกำลังชอบอยู่ไหม?

ตลาดอยากได้ในสิ่งที่คุณคิดว่าดีนักดีหนานั่นหรือเปล่า?

คุณกำลังจะทำสิ่งนั้นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง สนองต่ออีโก้และความภาคภูมิใจในความเก่งกาจของตัวเอง คุณทำเก่งเพื่อให้ตัวเองดูเหนือกว่า เพื่ออัตตาบางอย่าง

หรือคุณกำลังทำมันเพื่อมอบคุณค่าให้กับคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง “ช่วย” พวกเขาในแบบที่พวกเค้ากำลังอยากได้มันอย่างแท้จริง ?

ผมเป็นนักขายมาก่อน ผมทำธุรกิจมาก็มาก ผมเรียนรู้จิตวิทยาทางการตลาดมาจากประสบการณ์จริง ทั้งของตัวเอง และเคสของคนอื่น ๆ ผมเห็นว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ

สิ่งที่เราควรทำหนึ่งในนั้นไม่ใช่การทำเพื่อเอาอกเอาใจตลาด ไม่ใช่การทำตามกระแสความต้องการ แต่มันคือการพยายามช่วยและให้สิ่งที่มีคุณค่าแก่พวกเขา ในแบบที่พวกเค้าจะต้องการมันจริงๆ

ไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการของตัวเราเอง

แล้วเราจะเข้าใจพวกเค้าได้อย่างไร? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดจะต้องการอะไรจริง ๆ ?

คุณก็ลองพาไปทำตัวเป็นคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในตลาดนั้น ไปลองทำตัวเป็นผู้รับจริง ๆ ดูเสียสิ..

“รู้เขา รู้เรา” ไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่กับการรบราฆ่าฟัน

ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อการเอาชนะหรือการเข้าห้ำหั่นกัน มันยังถูกใช้ในการให้ความช่วยเหลือ การสร้างความสัมพันธ์ และการส่งต่อคุณค่าให้แก่กันได้อีกด้วย

ในเวลาต่อมาผมได้ปลูกฝังและถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้กับน้อง ๆ ผมย้ำตอกหมุดไปแทบทุกครั้งที่มีโอกาส

พวกเราพยายามฝึกที่จะทำสิ่งนี้โดยที่ในตอนนั้นผมยังไม่เคยได้ยินคำว่า Value for Value มาก่อนเลยด้วยซ้ำไป.. แต่สิ่งที่เรากำลังมุ่งหมายที่จะทำนั่นแหละคือ V4V

ในหัวผมนั้นมันพอมีไอเดียบ้างแล้วว่ารายการทรงคุณค่าที่ควรจะเกิดขึ้นมันคืออะไร.. แต่ผมจะไม่ชอบบอกอะไรไปง่ายๆ แบบนั้น

“พวกนายเคยสงสัยกันไหมว่า.. รายการพูดคุยประจำสัปดาห์ใน Diacord ที่มีคนพูดอย่างพวกเราแค่ไม่ถึงสิบคน แต่ทำไมตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามันจึงมีคนเข้าไปนอนฟังเราได้ตลอด

บางคนฟังอย่างเดียว ฟังมันทุกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่เคยเปิดไมค์สักครั้งเลยก็มี

เคยหาคำตอบกันไหมว่ามันเพราะอะไร? พวกเขาชอบอะไร?

อะไรคือสิ่งที่พวกเขามองหา? “

ไม่มีใครตอบผมได้ในทันที ผมคิดว่าผมคงต้องแสดงตัวอย่างอะไรบางอย่างให้พวกเขาได้เรียนรู้..

ผมได้ชักชวนหลายท่านในคอมมูนิตี้ Discord ให้มาลองทำรายการสนทนาภาษาบิตคอยน์กัน หลายคนคงเคยดูมาแล้วในชื่อรายการ Bitcoin Gangster และนี่แหละคือโปรโตไทป์ของรายการ “สภายาส้ม”

สิ่งที่พวกเราต้องการคือการได้คุย ได้ฟังใครสักคนคุยกันในเรื่องที่เราสนใจคล้าย ๆ กัน

กับกลุ่มคนที่มีความรู้ความเข้าใจในบิตคอยน์ดีอยู่แล้ว เราไม่รู้จะสอนพวกเขาไปทำไม เขาจะสอนเราได้ดีกว่าที่เราสอนเขาเสียด้วยซ้ำ

เขาก็แค่อยากคุยกับบิตคอยเนอร์ด้วยกันเท่านั้นเอง..

อ่านจุดจุดเริ่มต้นของสภายาส้มกันได้จากโน๊ตนี้ : กำเนิดสภายาส้ม

Bitcoin Gangster ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสภายาส้มขึ้นในเวลาต่อมา.. เป็นตัวอย่างหนึ่งของการคิดทำประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น มากกว่าการเล็งเห็นแค่เพียงปรารถนาของตัวเราเอง

แต่คอนเท้นต์ประเภทที่มีผู้ดำเนินรายการหลายคนก็ได้กลายเป็นอุปสรรคในเวลาต่อมา.. มันไม่ได้ง่ายแบบที่ทุกๆ คนคิด

เพียงแต่ผมไม่เคยมีคำว่าอุปสรรคอยู่ในพจนานุกรม.. มันคือโอกาสในการจะพัฒนาและก้าวข้ามตัวเราเองได้ต่างหากล่ะ..

Unity of Diversity

การผสมความแตกต่างให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืนนั้นเป็นสิ่งที่ยากเอามาก ๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไปหากเราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

การดำเนินรายการหลายคน เราเจอว่าเรายังมีจังหวะที่คร่อมกันอยู่ การสอดประสานยังทำได้ไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อย ๆ ทุกคนก็เริ่มกดดันและแสดงความกังวลออกมาผ่านทางภาษากาย

ผมปล่อยให้พวกเค้าลองแก้ปัญหานี้กันด้วยตัวเองก่อนในช่วง EP แรก ๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังติด ๆ ขัด ๆ กันอยู่เช่นเคย ไหนจะพะวงเนื้อหาที่ต้องพูด ไหนจะต้องจับใจความฟังเรื่องเล่าของคนอื่น ไหนจะต้องคอยระวังไม่ให้พูดสวนกันจนดูน่ารำคาญ

ที่สุดแล้วผมจึงได้ตั้งคำถามง่าย ๆ ให้พวกเขาได้นำไปขบคิด

“รู้ไหม.. ทีมฟุตบอลแบบไหนที่จะได้แชมป์?”

“มันไม่ใช่แค่เพราะว่าทีมมีนักเตะเทพๆ เต็มไปหมด มันจะมีเทพไปหลายคนเพื่ออะไร ถ้ามันเอาแต่ต่างคนต่างเล่นต่างโชว์กัน?”

“พวกแกอยากเป็นเทพที่ไม่เคยคว้าแชมป์อะไรเลยอย่างงั้นเหรอ?”

ผมได้นำเอา Analogy เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Teamwork” ในกีฬาฟุตบอลมาอธิบายให้พวกเขาฟัง.. ที่บ้านเราเรียกว่า “เล่นเข้าขากัน” นั่นแหละครับ..

ทีมเวิร์คจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อย่างแรกคือการฝึกซ้อมร่วมกันบ่อย ๆ เล่นด้วยกันให้มากพอ จนเราเข้าใจสไตล์การเล่นของเพื่อนร่วมทีม จนเราเข้าใจว่าเพื่อนของเราชอบให้เราส่งบอลแบบไหน แบบไหนที่มันไม่ชอบ ฯลฯ

หมอนี่ชอบสับขาหลอก 3 ทีถึงจะส่งบอล อีกคนชอบเบิ้ลจังหวะเดียวแบบ 1-2 อีกคนชอบให้สาดยาวไปข้างหน้าแล้ววิ่งแข่งกับกองหลังไปเอาบอล ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในสนามซ้อม นำไปใช้กันในสนามจริง และสั่งสมไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา เมื่อพูดถึงเวลาเราก็เลี่ยงไม่ได้ครับว่า มันเกี่ยวกับ Proof of Work อีกครั้งแล้ว

แต่เราเร่งให้มันเกิดเร็วขึ้นกว่านั้นได้ ด้วยการใส่ใจกับเพื่อนร่วมทีม และผลการแข่งขันของทีมให้มากขึ้น มากกว่าแค่สนใจผลงานของตัวเอง ซัพพอร์ตซึ่งกันและกันและส่งให้เพื่อนในแบบที่ทีมจะได้ประโยชน์สูงสุด ..เล่นให้เป็นทีม

เมื่อคว้าชัยชนะ ด้วยสไตล์การเล่นที่ได้ใจคนดู ด้วยวิธีการเล่นที่ตัวเราเองก็สนุกไปกับมันได้ ขวัญกำลังใจของเราก็จะดีขึ้นตามมา และเราจะยิ่งทำได้ดีขึ้นมากเมื่อเราอารมณ์ดีและกำลังมีความสุข..

แคแรคเตอร์

ผมสนับสนุนให้น้องๆ ไปศึกษาการพูดของพิธีกรที่เก่ง ๆ แต่ไม่เคยอนุญาตให้ไปเลียนแบบเขา

อย่า.. เด็ดขาด

อย่าพยายามทำให้ได้แบบใคร ๆ แต่เราต้องเป็นในแบบของเราเอง เป็นธรรมชาติของตัวเราเองในแบบที่ดีกว่าไอดอลของเราในวันหนึ่งให้ได้

แทนที่จะมาคอยนั่งพะวงว่าน้ำเสียงของเราจะเป็นแบบไหน สีหน้าเราจะเป็นมืออาชีพไหม ท่าทางเราจะเป็นแบบใคร

มึงก็แค่เป็นตัวของมึงเอง มึงเป็นแบบไหนคนก็จะจำพวกมึงแบบนั้นไปเอง

เมื่อทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเราไม่ต้องพยายามอะไร แค่นี้สมองก็มีพื้นที่เหลือเพิ่มมากขึ้นเพื่อไปใช้กับการทำเรื่องอื่นแล้ว

ผมไม่ต้องการให้น้องพยายามทำอะไรเหมือน ๆ กัน ผมไม่ต้องการรูปแบบหรือท่ามาตรฐานแบบรายการข่าวยามเช้าตามฟรีทีวี

ผมแค่ต้องการความหลากหลาย ผมต้องการความแตกต่าง ผมต้องการให้เกิดคุณค่าอันมาจากทางเลือกอันหลากหลาย.. และในที่สุดน้อง ๆ ก็เก่งพอที่จะสามารถทำมันได้

พวกเขาต้องขอบคุณในความพยายามของตัวเอง ขอบคุณทุกคำแนะนำ คำติชมและทุกบทเรียนที่ผ่านเข้ามา พวกเขาควรต้องภาคภูมิใจในตัวเอง และไม่ควรหลงลืมว่าตนเองเคยผ่านความลำบากอะไรมาบ้าง ไม่ลืมรากเหง้าที่แท้จริงของตน ไม่ลืมว่าเราเริ่มมาจากจุดที่เรานั้นเป็นใคร

เมื่อคุณสามารถรวมเอาคุณสมบัติอันหลากหลายเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน คุณจะได้ “ผลรวม” ที่เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

ที่ Right Shift ผมจึงไม่เคยต้องการผู้ที่เก่งกล้าสามารถระดับเทพเมฆาอัคคี ผมไม่ได้ต้องการคนเก่งที่ก็ทำอะไรได้เหมือน ๆ กัน คุณจะติด ร. หรือได้เกียรตินิยมเหรียญเพชรก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับผม

ผมต้องการคนที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เราขาด คนที่ทำให้เรามีคุณสมบัติองค์รวมเพิ่มมากขึ้น คนที่จะไม่เข้ามาทำลายคุณค่าที่เราสร้างได้สร้างกันไว้อย่างยากลำบาก ไม่ต้องการพวกชอบโชว์ออฟ ไม่อยากได้คนที่จะเข้ามาเป็นศัตรูกับคนในทีม

ผมแค่ต้องการคนที่จะเข้ามาสู่ทีมและเล่นเข้าขากันกับผู้เล่นในทีมของเราได้ สนุกไปด้วยกัน

แนวคิดนี้ผมยังได้ใช้มันกับการผลักดันคอมมูนิตี้ของเรามาโดยตลอด คุณค่าของความหลากหลาย และรวมเอามันเข้าไว้ด้วยกัน

ความเป็น Unity ของผู้คนที่มีความแตกต่างกันมากมาย..

“Unity of Diversity”


ผมคิดว่าเรื่องราวในส่วนของการสร้างยูทูปในแบบของเรายังผ่านมาเพียงแค่ 1/10 เท่านั้น เห็นทีผมคงต้องมีภาคต่อในบทความถัดไป..


End credit

ระหว่างที่เรากำลังทะยอยต้องแยกย้ายกันหลังจบงานคอนเฟอเรนซ์

ผมเดินดุ่ม ๆ นำหน้าทุกคนไปก่อนและกำลังครุ่นคิดสิ่งต่างๆ อยู่เพียงลำพัง ถัดไปด้านหลังก็มีภรรยาของผมเดินมากับคู่ของหมอนิวและน้องนิ่ม..

“พี่ตั้มนี่เป็นยิ่งกว่าพี่ชาย แกเป็นเหมือนพ่อของผมเลยนะ..”

หมอนิวกล่าว.. คงอยากจะอวยพี่ตัวเองให้เมียเค้าฟัง

“ใช่ค่ะ.. พี่ตั้มให้คำแนะนำนิ่มเยอะมาก ๆ”

น้องนิ่มช่วยเสริมได้อย่างเข้าขา ผมไม่รู้ว่าเพราะหมอนิวหยิกแขนให้พูดด้วยหรือเปล่า..

“จริงเหรอ? ตั้มเนี่ยนะ มันพูดเพ้อเจ้อจะตาย.. นิวเป็นถึงหมอเลยนะ.. ทำไมพูดแบบนั้น?”

เมียผมทำเสียงสูงแบบไม่อยากจะเชื่อว่าหมอนิวกำลังชมผัวซื่อบื้อของตัวเอง

“พี่ตั้มเค้าก็หมอ.. แต่ถึงผมจะเป็นแพทย์ ผมก็ไม่ได้เก่งไปทุกเรื่องหรอกครับ ยังมีอะไรที่ผมต้องเรียนรู้อีกเยอะ อะไรที่พี่ตั้มเค้าทำได้นี่ผมทำไม่ได้สักอย่างนะ.. ทำโน่น.. ทำนั่น.. ทำนี่ เต็มไปหมด.. ฯลฯ “

ผมรีบเดินจ้ำอ้าวหนีไอ้พวกชอบอวยพวกนี้ให้ไวที่สุด ..เปล่าหรอก ขี้เกียจรอฟังเมียหันมาแขวะ เพราะเดี๋ยวนางต้องแซวผมแน่ ๆ

ผมเริ่มเดินทิ้งระยะออกมาไกล ผมเดินช้าลงแต่ก็พลันอดอมยิ้มไม่ได้

ถึงแม้ไม่เคยมีใครรู้ว่าผมสร้างคุณค่าอะไรไว้ ถึงแม้ผมจะไม่รวยขึ้นมา จากการทำเรื่องพวกนี้

แต่สิ่งที่หมอนิวพูดออกมามันก็ดีต่อใจผมเหลือเกิน..

แค่นี้หรือเปล่าที่เราต้องการ..?


“ผมว่าผมเข้าใจอะไรๆ ได้ดีเกือบทุกเรื่องนะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดยังไงก็ยังไม่สามารถเข้าใจมันได้สักที..”

เจ้าขิงพูดไปพลาง ส่ายหัวไปพลาง อย่างหงุดหงิดด้วยอาการขำ ๆ ทีเล่นทีจริง

“คือสกิลในการดูคน อ่านคนของพี่ตั้มนี่แหละ พี่รู้ได้ยังไงว่าคนนั้นจะทำแบบนี้ได้ มันจะเก่งไปทางไหน มีศักยภาพอะไร ผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่ดูออกได้ยังไงว่า.. @#฿#!:?(*-#90#; “

ขิงบ่นอุบเอาฮาเป็นหมีกินผึ้ง ทุกคนบนโต๊ะต่างพากันหัวเราะอย่างสนุกสนานให้กับอาการของขิง..

ผมเองก็อดหัวเราะตามไม่ได้ ในใจผมก็พลางคิดไปด้วยว่า..

“ก็เพราะว่าพี่คือ Jakk Goodday ยังไงล่ะขิง…”


Jakk Goodday
Nov 16, 2023 00:40


Referenced event not yet available nevent1qqsxh…qz63wvy8


Write a comment